Open top menu
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การรุก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การรุก แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2558
   รูปแบบการรุก


             1.  การรุกแบบแบ่งเขต (Zone  Defense)
                    การรุกเมื่อฝ่ายป้องกันตั้งป้อมรับ  เป็นเรื่องที่ผู้เล่นและผู้ฝึกจะต้องทำความเข้าใจให้ดี เพราะในสถานการณ์การเล่นการแข่งขันย่อมเปลี่ยนแปลงไปได้ทุกขณะ  ซึ่งขึ้นอยู่กับวิธีการแก้เกมของฝ่ายป้องกันที่จะพยายามป้องกันฝ่ายรุกไม่ให้ทำประตูได้โดยง่าย  ฝ่ายรุกมักจะพบอยู่เสมอว่า  ฝ่ายป้องกันที่มีรูปร่างสูงใหญ่และเข้าแย่งลูกบอลหลังจากการยิงประตูได้ดี มักจะใช้วิธีการป้องกันแบบแบ่งเขตหรือแบบตั้งป้อม (Zone Defense) (เสกสรร ห้วยอำพัน, ศิริวรรณ สังขพันธุ์, และยุทธนา วงศ์วิรัติ, 2532 : 102)
                  เมื่อทีมถูกป้องกันแบบแบ่งเขตก็สามารถรุกแบบแบ่งเขตได้  ในการตั้งรับแบบแบ่งเขตจะต้องใช้เวลาพอสมควร ฉะนั้นถ้าฝ่ายรุกเร่งการรุกเร็วกว่าก็สามารถทำคะแนนได้ก่อนที่การป้องกันจะ ตั้งรับทันท่วงที (สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ, 2548 : 112)
                  ผู้เล่นที่จะรับลูกบอลในตำแหน่งของเขตที่ตนยืนนั้นจะต้องเคลื่อนที่เข้ารับการส่งแทนที่จะยืนรอลูกบอลเพราะอาจจะถูกฝ่ายป้องกันฉวยโอกาสตัดลูกบอลได้
                    จุดมุ่งหมายของการรุกแบบแบ่งเขตก็เพื่อจัดรูปแบบการส่งลูกบอลให้เป็นรูปสามเหลี่ยมเพื่อไม่ให้ถูกตัดเพื่อแย่งลูกบอล

          หลักในการรุกเมื่อฝ่ายป้องกันตั้งรับแบบแบ่งเขต
           เสกสรร ห้วยอำพัน, ศิริวรรณ สังขพันธุ์, และยุทธนา วงศ์วิรัติ, 2532 : 104) ได้สรุปไว้ว่า
           1.  ต้องแน่ใจว่าฝ่ายป้องกันตั้งรับแบบแบ่งเขต  เราจึงเล่นแผนการรุกแบบแบ่งเขต         
           2.  พิจารณาให้แน่ใจว่าการตั้งรับแบบแบ่งเขตของคู่ต่อสู้เป็นแบบใด
           3.  มาหาจุดอ่อนของฝ่ายป้องกันว่าอยู่ตรงไหน
           4.  วางจุดของผู้เล่นฝ่ายรุกตามรูปแบบของแผนการเล่น
           5.  ต้องเคลื่อนที่ตลอดเวลาและพยายามสร้างสถานการณ์ให้ฝ่ายป้องกัน 2 คน  ป้องกันเราคนเดียวเพื่อเปิดช่องว่างให้เพื่อนรวมทีมเข้ายิงประตู
           6.  วิธีการรุกเมื่อฝ่ายรับตั้งรับแบบแบ่งเขตวิธีที่ดีที่สุดคือ การเล่นเร็วหรือลักไก่ (Fast  Break)  ก่อนที่ฝ่ายรับจะตั้งรับทัน
           7.  พยายามส่งลูกบอลให้มากๆ  พยายามทำให้ฝ่ายป้องกันเสียขบวนให้ได้
           8.  ต้องใจเย็น  สุขุม  เมื่อขึ้นยิงประตูต้องแน่ใจว่าจะต้องได้ประตูอย่างแน่นอน อย่าใจร้อนรีบยิงประตูในระยะไกลเสียก่อน
Read more
การเล่นเป็นทีม



ตำแหน่งและหน้าที่ของผู้เล่น
                       หัวใจของการเล่นบาสเกตบอลคือการเล่นเป็นทีมและการประสานความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นเข้าด้วยกันได้อย่างสอดคล้องลงตัว  การเล่นบาสเกตบอลจะแบ่งผู้เล่นเป็น 2 ทีม ทีมที่ครอบครองลูกและพยายามนำลูกไปยิงประตู เรียกว่า  “ฝ่ายบุก”  หรือ “ฝ่ายรุก”  ส่วนทีมที่พยายามป้องกันไม่ให้ฝ่ายรุกยิงประตู เรียกว่า “ฝ่ายป้องกัน” หรือ“ฝ่ายรับ”  ซึ่งในการแข่งขันทั้งสองฝ่ายมักจะผลัดกันเป็นฝ่ายรับและฝ่ายรุก  แต่ละฝ่ายจะมีผู้เล่นฝ่ายละ 5 คน ซึ่งเดิมมักจะระบุตำแหน่งและหน้าที่การเล่นกันอย่างชัดเจน  ปัจจุบันรูปแบบการเล่นได้เปลี่ยนแปลงไปมาก  ผู้เล่นแต่ละคนต้องเล่นได้ในทุกตำแหน่ง  เมื่อเป็นฝ่ายรุกผู้เล่นทุกคนจะทำหน้าที่กองหน้าร่วมกันทำคะแนน  และเมื่อเป็นฝ่ายรับ ผู้เล่นทุกคนก็จะเป็นการ์ดร่วมกันป้องกันการทำคะแนนของฝ่ายตรงข้าม  ตำแหน่งโดยทั่วไปแบ่งได้ดังนี้ (พิษณุ พิพัฒน์วงศ์, 2544 : 72-73)

          1.  ผู้เล่นกองหลัง (Guard) ประกอบด้วยผู้เล่นในตำแหน่งการ์ดซ้ายและการ์ดขวา เล่นกันอยู่คนละซีกของสนาม  คอยป้องกัน  รบกวนไม่ให้คู่ต่อสู้เข้าทำประตูใต้แป้นได้ หรือกันไม่ให้ยิงลูกระยะไกลได้สะดวก ปัจจุบันมักแยกเป็นตำแหน่ง Point Guard หรือการ์ดที่ทำหน้าที่จ่ายลูก  ต้องมีทักษะในการจับ  การส่งลูกอ่านเกมทั่วทั้งสนามได้ดีมักจะเป็นหัวหน้าทีมอีกคนหนึ่งจะทำหน้าที Shooting Guard  หรือการ์ดที่ทำหน้าที่ทำคะแนน

            2.  ผู้เล่นกองกลาง (Center)  เป็นตัวเชื่อมเกมระหว่างกองหน้าและกองหลัง ทำหน้าที่ทั้งระวังคู่ต่อสู้ในเกมรับและคอยหนุนบอลและหาโอกาสทำประตูในเกมรุก ปกติจะมีเพียงคนเดียว  แต่ในบางแผนการเล่นอาจจะเปลี่ยนผู้เล่นในตำแหน่งอื่นให้มาเสริมในตำแหน่งกองกลางเพิ่มขึ้นก็ได้  มักจะเป็นผู้เล่นที่สูงที่สุดในทีมเป็นตัวหลักของทีม  ทำคะแนนได้ในเกมรุกและสามารถป้องกันการทำคะแนนจากฝ่ายตรงข้ามได้ในเกมรับ

          3.  ผู้เล่นกองหน้า (Forward)  ประกอบด้วยผู้เล่นที่เล่นอยู่ทางซีกซ้ายของสนามที่เรียกว่า  ปีกซ้าย และผู้เล่นที่เล่นอยู่ทางซีกขวาของสนามที่เรียกว่า ปีกขวา  อาจวิ่งสลับข้างกัน หรืออาจจะลงมาเล่นเป็นกองกลางหรือกองหลังก็ได้ตามแต่แผนการเล่นที่วางไว้หรือการหมุน  แทนตำแหน่งกันในการเล่น  ปัจจุบันมักแยกเป็น Small Forward หรือปีกตัวเล็ก เป็นตัวยิงประตูได้ทั้งระยะใกล้และระยะไกล ส่งลูกบอลได้แม่นยำ มีความสามารถโดดเด่นในการแย่งลูกกระดอนจากแป้น  ที่เรียกกันว่าลูก Rebound   อีกคนหนึ่งเรียกว่า Power Forward หรือปีกใน มักจะเป็นผู้เล่นที่ตัวใหญ่  แข็งแกร่ง  เด่นในเกมรับ  และแย่งลูกที่กระดอนจากแป้น
Read more
ทักษะการรุก



ความหมายของการรุก
              สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ (2548 : 110)  ได้ให้ความหมายว่า  การรุก  คือ  การจู่โจมหรือการเข้ากระทำเพื่อทำคะแนน  ซึ่งเริ่มต้นจากการเคลื่อนที่พร้อมลูกบอลไปยังพื้นที่หรือตำแหน่งที่จะยิงประตูและทำคะแนนได้ดีที่สุด

หลักการของการรุก
               โค้ชต้องสอนให้ผู้เล่นเต็มใจและทุ่มเทอย่างรุกเร้าและก้าวร้าวเมื่อเป็นฝ่ายรุก  ทั้งนี้หมายความว่าต้องรุกอย่างเต็มที่และไม่หยุดชะงัก   การรุกเช่นนี้อาจจะเกิดการฟาวล์แต่ฝ่ายป้องกันก็ต้องฟาวล์ฝ่ายรุกเช่นกันเพื่อไม่ให้ทำคะแนนซึ่งจะชดเชยกันได้  การรุกอย่างทุ่มเทย่อมสูญเสียการครองครองลูกบอลน้อยลงและยังรีบาวด์ได้มากด้วย  (สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ, 2548: 110)

 ปัจจัยสำคัญของการรุก 
              
ผู้เล่นฝ่ายใดประกอบด้วยผู้เล่นที่มีความสามารถเฉพาะตัวสูงในเรื่องต่อไปนี้ย่อมได้เปรียบคือ(เสกสรร ห้วยอำพัน, ศิริวรรณ สังขพันธุ์, และยุทธนา วงศ์วิรัติ, 2532 : 10-13)
                1.  การยิงประตูที่แม่นยำ
                2.  การส่งลูกที่แม่นยำ และได้ผล
                3.  การเลี้ยงลูกบอลที่คล่องแคล่ว
                4.  การเคลื่อนที่ที่มีประสิทธิภาพ
                5.  การหลอกล่อที่มีผล
                6.  การรับลูกที่แน่นอน
                7.  การกำบังคู่ต่อสู้ที่เป็นไปตามแผนที่ได้กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ  ผู้เล่นชุดดังกล่าวย่อมมีโอกาสได้เป็นฝ่ายรุกเสมอ   หากได้มีการฝึกซ้อมที่ดีและมีแผนการรุกหลายรูปแบบก็ย่อมจะเป็นฝ่ายที่ชัยเสมอ

ปัจจัยสำคัญของฝ่ายรุกที่ผู้ฝึกจำเป็นจะต้องทราบ คือ
                1.  การเคลื่อนที่ของลูกบอล
                2.  การเคลื่อนที่ของผู้เล่น
                3.  การรับลูกบอลเพื่อหาจังหวะเข้ายิงประตู
                4.  การกระโดดขึ้นรับลูกบอลที่จะกระดอนจากแป้นแล้วยิงประตู  หรือส่งต่อโดยที่ไม่ต้องลงสู่พื้น
                5.  การรักษาพื้นที่ให้สมดุล
                6.  การรุกแบบมีผู้ป้องกันตัวต่อตัว
การเคลื่อนที่ของลูกบอล
              เมื่อฝ่ายรับเปิดโอกาสให้เราเป็นฝ่ายรุก  ผู้เล่นทุกคนจะต้องรีบเล่นทันทีและส่งลูกให้ลื่นไหล ตลอดเวลาไม่ทำให้การเล่นเกิดการสะดุด  คือ  ไม่พยายามครอบครองลูกบอลไว้ด้วยใครคนใดคนหนึ่งนานเกินควร เพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้ฝ่ายรับตั้งหลักป้องกันได้การส่งลูกกลับไปกลับมาระหว่างผู้เล่นสองคนก็จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายรับเข้าแย่งลูกได้โดยง่ายจึงไม่ควรกระทำ 

ยุทธวิธีการรุก  
              มีตัวอย่างยุทธวิธีการรุกที่นิยมใช้กัน  เช่น
            1.  การประสานงานใต้แป้น  ใช้ในการรุกเร็วใต้แป้นประสานงานการับ - ส่ง อย่างสัมพันธ์กัน  ผู้ครอบครองลูกบอลหรือกำลังเลี้ยงลูกบอลอยู่แล้วส่งให้ฝ่ายเดียวกัน   โดยอาศัยการเคลื่อนที่เปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว ผสมการหลอกล่อให้ฝ่ายป้องกันเสียหลัก  วิ่งเจาะเข้าใต้แป้นเพื่อทำประตู
            2.  การกำบัง  เป็นการรุกโดยเลือกโอกาสและตำแหน่งที่เหมาะสม ใช้เทคนิคและร่างกายขวางทิศทางการเคลื่อนที่ของฝ่ายรับ   คอยเคลื่อนที่หาจังหวะที่ฝ่ายตรงข้ามพลาดท่า   ส่งบอลให้กันในแบบ  Give and Go  คือ  ส่งบอลให้เพื่อนแล้ววิ่งไปรับต่อในเขตใกล้ห่วงเพื่อยิงประตูหรือเปิดโอกาส ให้เพื่อนร่วมทีมเจาะเข้ายิงประตู

ทักษะการรุก

                 เสกสรร ห้วยอำพัน, ศิริวรรณ สังขพันธุ์, และยุทธนา วงศ์วิรัติ (2532 : 99)  การเล่นกีฬาบาสเกตบอล
ก็เหมือนกับกีฬาประเภททีมอื่นๆ ทั่วไป  ที่ต้องอาศัยความสัมพันธ์ของผู้เล่นในทีมเพื่อให้การเล่นดำเนินไปได้อย่างดี กีฬาบาสเกตบอลมีจุดมุ่งหมายการเล่นเพื่อนำลูกบอลไปโยนหรือยิงประตูให้ลูกบอล ลงห่วงประตูของฝ่ายตรงกันข้าม
  
                 ในทันทีที่ลูกบอลตกไปอยู่ในมือของฝ่ายใด ฝ่ายนั้นก็จะมีสถานะเป็นฝ่ายรุกและเริ่มใช้กลยุทธ์ในการ
นำลูกเข้ายิงประตูเพื่อทำคะแนนเหนืออีกฝ่ายหนึ่ง  โดยผสมด้วยทักษะของการรับ การส่ง  การเลี้ยง  การหลอกล่อ การ
หลบหลีก  การยิงประตู  และการกระโดดแย่งลูกบอล ในขณะเดียวกันนี้เองฝ่ายป้องกันซึ่งไม่มีลูกบอลอยู่ในมือก็พยา
ยามใช้ความสามารถป้องกันด้วยกลวิธีต่างๆ รวมทั้งเข้าแย่งลูกบอลมาเป็นของตนบ้างเช่นกัน

                 สมัยก่อนการเล่นบาสเกตบอลมักนิยมแบ่งตำแหน่งหน้าที่ออกเป็น 5 ตำแหน่ง  คือ ศูนย์กลาง 1 คน   การ์ด 2 คน (ซ้ายและขวา) และหน้า 2 คน (ซ้ายและขวา) แต่ปัจจุบันนี้ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรุกหรือฝ่ายรับก็ตาม ผู้เล่นแต่
ละคนต้องสามารถเล่นได้ทุกตำแหน่งหน้าที่  ดังนั้นเมื่อเป็นฝ่ายรุก ทั้ง 5 คน ก็จะเป็น  “หน้าทั้งหมด”  แต่ถ้าตกเป็น
ฝ่ายรับ ทั้ง 5 คน ก็จะเป็น  “การ์ด”  ทั้งหมด  ทีมใดที่มีโอกาสครอบครองลูกบอลและยิงประตูมากที่สุดมักจะเป็นทีมที่
ประสบชัยชนะในการแข่งขัน


          ตำแหน่งและหน้าที่ของผู้เล่นที่เป็นฝ่ายรุก
        
        สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ (2548 : 110-111)   ได้แบ่งตำแหน่งและหน้าที่ไว้ดังนี้ 
ผู้เล่น 5 คน  เมื่อรุกจะแบ่งตำแหน่งดังนี้
                1.  การ์ด (Guard)  มี 2 คน  คือ  การ์ดที่จ่าย (ส่ง) ลูกบอลให้ผู้เล่นที่อยู่ในตำแหน่งได้เปรียบเพื่อทำคะแนน  เรียกชื่อว่า การ์ดนอก (Point Guard)   เพราะเขาจะอยู่นอกพื้นที่กำหนดเวลา  นอกเส้นโค้งของวงกลมการโยนโทษ  ผู้เล่นคนนี้มีความเร็วและมีทักษะการครอบครองลูกบอลสูงมาก  การ์ดอีกคนหนึ่งจะอยู่ในตำแหน่งใกล้เขตกำหนดเวลาและอยู่ด้านซ้ายหรือขวามือก็ได้  โดยมีหน้าที่คือ  เป็นการ์ดที่ยิงประตู (Shooting Guard) หรือการ์ดใน เพราะอยู่ใกล้ห่วงประตูและมีความสามารถในการยิงประตู  จึงอาจจะยิงประตูหรือส่งลูกบอลต่อให้ปีกหรือเซ็นเตอร์ก็ได้
                2.  ปีก (Forward)  มีผู้เล่นตำแหน่งนี้ 2 คน ซึ่งปกติจะมีลักษณะและขนาดรูปร่างสูงใหญ่  พร้อมความสามารถในการยิงประตูและการรีบาวด์  หรือส่งลูกบอลได้ดี
                     ปกติจะยืนในตำแหน่งโพสท์ (Post)  คู่หรือตรงกันข้ามกับเซ็นเตอร์หนึ่งคน  ส่วนอีกคนหนึ่งจะยืนใกล้การ์ดในหรืออยู่ตรงกันข้ามกับการ์ดในและเซ็นเตอร์
                      หน้าที่หลัก  คือ  การยิงประตูและการรีบาวด์คู่กับเซ็นเตอร์  บางกรณีอาจจะทำการกำบังให้การ์ดในหรือเซ็นเตอร์ก็ได้

                3.  เซ็นเตอร์ (Center)  ตำแหน่งนี้จะเป็นผู้เล่นที่สูงและรูปร่างใหญ่ มีน้ำหนักตัวมากลักษณะพิเศษ
คือยิงประตูระยะใกล้ได้ดี  กระโดดเพื่อรีบาวด์ได้ดีและทำงานร่วมกับปีกและการ์ดในได้ดี
                  ปกติจะยืนใกล้ห่วงประตู(Low Post)ทางด้านใดด้านหนึ่งโดยมีปีกยืนคู่หรือตรงกันข้ามหรือปีกยืนในตำแหน่งห่างออกไปแต่ใกล้เขตกำหนดเวลา (High/Medium Post)เพื่อช่วยเซ็นเตอร์ในการรุก  ฉะนั้นเซ็นเตอร์จึงต้องทำหน้าที่ในการยิงประตูระยะใกล้และรีบาวด์   หรือรุกร่วมกับปีก

          หลักการเป็นผู้เล่นฝ่ายรุก
            เสกสรร ห้วยอำพัน, ศิริวรรณ สังขพันธุ์, และยุทธนา วงศ์วิรัติ (2532 : 111)   ได้สรุปหลักการเป็นผู้เล่นฝ่ายรุกไว้ดังนี้
            1.  ผู้เล่นทุกคนควรรู้กติกาการเล่นบาสเกตบอลเป็นอย่างดี
            2.  พยายามหาที่ว่างให้ตนเองหลุดพ้นจากการติดตาม  หรือการควบคุมของฝ่ายตรงข้าม
            3.  รู้จักฉวยโอกาสการเล่นทุกคนเมื่อเริ่มเล่นเกมเร็ว  ต้องรู้หน้าที่ของตนเองว่าจะเล่นอย่างไร
            4.  รู้จักรอโอกาสการเล่น  คือ  สามารถเล่นเกมให้ช้าลงได้เพื่อรอจังหวะในการเล่นเกมต่อไป
            5.  ผู้เล่นทุกคนต้องระลึกเสมอว่า  ทุกคนในทีมมีความสามารถทัดเทียมกัน  ที่จะให้เพื่อนร่วมทีมเล่น
ลูกบอลเพื่อเปิดโอกาส  และขณะเดียวกันต้องใช้โอกาสให้เหมาะสมกับความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นแต่ละคน เช่น
ควรส่งลูกบอลให้คนที่มีโอกาสทำประตูมากที่สุด
            6.  ขณะที่จะทำการยิงประตูทุกครั้งต้องมีความมั่นใจในการทำประตูว่า  การยิงประตูทุกครั้งลูกต้องลงห่วง
ประตู  และพร้อมที่จะติดตามลูกบอล (Rebound)  เมื่อลูกบอลไม่ลงห่วง
            7.  ศึกษาจุดอ่อนของฝ่ายป้องกันเพื่อหาโอกาสเข้าทำประตู  และเปลี่ยนเกมการเล่นเมื่อฝ่ายตรงข้ามจับ
ทิศทางการเล่นได้
            8.  ทุกคนต้องพร้อมที่จะเล่นลูกบอลตลอดเวลา
            9.  มีความมั่นใจในการลงเล่นหรือลงแข่งขันทุกครั้ง
           10.  ควรได้รับการฝึกหัดการรุกแบบต่างๆ อย่างดีและสม่ำเสมอ
 
Read more